ทำกิมจิง่ายๆ สไตล์เค้กหอม

ทำกิมจิง่ายๆ สไตล์เค้กหอม

ช่วงนี้ ติดซีรี่และอินกระแสเกาหลี โอปป้า อย่างแรง แล้วถ้าพูดถึงกระแสเกาหลี คงหนีไม่พ้นเรื่องหาหารการกินของชนชาตินี้ ซึ่งหลายๆคนคงรู้กันดีว่ากิมจินี่ ขาดไม่ได้สำหรับสายเกาเขาล่ะค่ะ แต่วันนี้จะขอทำกิมจิเป็นสไตล์แบบเค้กหอมแล้วกันนะคะ…ที่เน้นเอาของที่เรามีอยู่ในครัวกันแทบทุกบ้าน  (ยกเว้นบางตัวนะคะ)อยากให้ทุกคนได้ทานกิมจิแบบ ทำง๊าย ง่าย ไม่แพงและอร่อยด้วยนร้า… ไม่พูดพล่ามทำเพลง มาเริ่มกันเลยดีกว่าค่ะ

กิมจิแบบเค้กหอม ขอแบ่งเป็น  2 ส่วนนะคะ

ส่วนแรกเรียกว่า “พริกแกงกิมจิ” อันนี้ทำไว้ เก็บเข้าตู้เย็นใช้ได้หลายครั้ง เลยคะ มาดูส่วนผสมกันดีกว่า

– พริกป่นเกาหลี หรือพริกปาปริก้า  100 กรัม  หรือมากกว่า ถ้าชอบรสเผ็ด ถ้าหาไม่ได้จริงๆ ใช้พริกป่นบ้านเราก็ได้นะคะบดให้ละเอียด แต่ลดลงมา เอาแค่ 30 กรัมพอ ถ้าไม่พอค่อยเติมที่หลัง (เพราะพริกบ้านเราเผ็ดไม่ปราณีใครเลย)

– กระเทียม 4 ช้อนโต๊ะ  (ถ้าชอบกระเทียมใส่ไป 6 ช้อนโต๊ะ)

– ขิงสด 2-3 ช้อนชา

– น้ำสะอาด 125 ซีซี.

– เกลือ 1 ช้อนโต๊ะ

– น้ำตาล 2 ช้อนโต๊ะ

– น้ำปลา 5 ช้อนโต๊ะ

– น้ำกระเทียมดอง (อันนี้ไม่ได้ตวง เราเอาใส่ที่หลัง หลังเอาพริกแกงผสมกะผักแล้ว)

 

วิธีทำ

วิธีทำก็ง่ายๆ  เอาทุกอย่างที่กล่าวมาข้างต้น ยกเว้น พริก กับน้ำกระเทียมดอง เอาเทลงเครื่องปั้น กดปื๊ด ปืด พอละเอียดเข้ากันดี ก็เอามาเทผสมรวมกับพริกป่นที่เทใส่ถ้วยไว้ คนให้เข้ากันเป็นอันเสร็จค่ะ  ( ยังเหลือน้ำกระเทียมดอง รอไปก่อนนร้า ) ถ้าที่บ้านใครไม่มีเครื่องบด ก็เอา ขิงกับกระเทียม มาสับให้ละเอียดแล้วมาผสมกันก็ได้ค่ะ ก็จะได้อย่างภาพข้างล่างนะคะ (ขอโทษที่ไม่ได้ถ่ายภาพสวยผสมไว้นะคะ มือมันเปื้อนๆค่ะ) ใช้ครั้งเดียวไม่หมดแน่จับใส่กระปุกใส่ตู้เย็นไว้นะคะ
m

ส่วนที่ 2  ผักดองค่ะ

– ผักกาดขาว 1 ต้น หนักประมาณ 1 กก ปกติเค้าจัเด็ดเป็นใบๆ แต่เค้กหอมหั่นเป็นท่อนๆ เพื่อง่ายต่อการกิน อิอิ ไม่เน้นสวยงามจร้า

– แครอท 1 หัว ปอกเปลือก จะขูดหรือซอยให้เป็นเส้นเล็ก เหมือนมะละกอสับแบบส้มตำก็ได้นร้า ตามถนัด

– หัวไชเท้า 1 หัว ทำเช่นเดียวกับแครอท

– ต้นหอม 5-6 ต้น ล้างแล้วหั่นเป็นท่อน ประมาณ 1 นิ้ว

– เกลือป่น 2-3 ช้อนโต๊ะ

ขั้นตอนการทำ

นำผักที่เตรียมไว้ทุกอ่างเลยนะคะ เทรวมกันในกะละมังสะอาดๆ เอาเกลือโรงลงไปคลุกเค้าให้ทั่ว หมักทิ้งไว้ 4 ชั่วโมง ให้ผักคลายน้ำออกมานะคะ จะกลับผักทุก ครึ่งชั่วโมงก็ได้ แต่เราชี้เกียจ กลับตอนครบ 3 ชั่วโมงทีเดียวเลย เมื่อดองผัก ครบ 4 ชั่วโมงแล้ว บีบเอาน้ำออก ชิมผัก ถ้าเค็มไปล้างได้ แต่เราไม่ล้างนะ เราว่าพอดีแล้ว
m2

หลังจากนั้นจัดการเอาพริกแกงกิมจิที่เตรียมไว้ ตักมาใส่ในผักโลด เอาแค่ 2 ช้อนโต๊ะพูนๆก็พอแล้วคลุกๆให้เข้ากัน

m3

แล้วก็เติมน้ำกระเทียมดองลงไป เราไม่ได้ตวง แต่น่าจะประมาณ ½ ถ้วยตวงนะแล้วคลุกเข้ากัน ถ้าชอบหวานเติมน้ำตาลได้นิดหน่อย แค่นี้ก็ได้กิมจิสดแล้ว ง่ายป่ะ ถ้าจะกินเลยตอนนี้ยังไม่เปรี้ยวนร้า ต้องตักออกมาแล้วเติมน้ำส้มสายชู แต่เราว่ารอก่อนดีกว่า ของอร่อยรอนานๆ
m4

หลังจากนั้นจับใส่กล่องปิดฝากล่อง ทิ้งไว้ที่อุณหภูมิห้อง 1 วัน จะเริ่มเปรี้ยวแล้วละ เอาออกมากินกันโลด

วิธีเก็บกิมจิ ให้เก็บไว้ในตู้เย็น  แต่ถ้าทิ้งไว้ข้างนอกต่อไป กิมจิจะมีรสเปรี้ยวเพิ่ม  ต้องทดลองว่าชอบรสกิมจิแบบใหน ส่วนตัวเราชอบกินหลังครบ วันที่ 2 นะคะ

แค่นี้เราก็จะได้ กิมจิง่ายๆ ยกเว้นถ้าต้องการทำแบบสูตรเกาหลีแท้ๆ จะต้องใช้เวลาทำมากกว่าเยอะ  สูตรการทำกิมจิยังมีรายละเอียดปลีกย่อยอีกเยอะนะคะ บางสูตรจะใส่เนื้อหอยนางรมสด หรือ ปลาหมึกสดลงไปหมักด้วย แต่เราสะดวกแบบนี้จร้า… ขอให้สนุกกับการทำและกิน “กิมจิ” กันนะคะ

ติดตามสูตรอื่นๆ

 

 

กล้วยจี่ อาหารว่างจากกล้วยน้ำว้า ตัวช่วยให้ท้องอิ่มและสุขภาพดี — KasetIntrend

กล้วยน้ำว้า ผลไม้ที่หาทานได้ตลอดปี ปลูกง่าย โตไว ทนได้ท […]

via กล้วยจี่ อาหารว่างจากกล้วยน้ำว้า ตัวช่วยให้ท้องอิ่มและสุขภาพดี — KasetIntrend

ผลไม้แห่งฤดูหนาว

เมื่อลมหนาวพัดมาเยือน ผลไม้หลายชนิดพากันผลิดอกออกผลมาให้ได้ชิมกันมากมาย มาดูกันดีกว่าค่ะว่า มีผลไม้ชนิดไหนที่หอบความอร่อยและคุณค่าดี ๆ มาสู่พวกเรากันบ้าง…

สตรอว์เบอร์รี่

 strawberry.jpg
สตรอว์เบอร์รี่อุดมด้วยวิตามินซี มีประโยชน์ต่อเหงือก และฟัน เมล็ดเล็ก ๆ ที่กระจายตามผลของสตรอว์เบอร์รี่จัดเป็นแหล่งไฟเบอร์อย่างดี นอกจากนี้ยังมี โฟเลท โพแทสเซียม และแอนตี้ออกซิแดนท์ คุณค่าต่าง ๆ เหล่านี้ทำให้ผลไม้ชนิดนี้ดีต่อสุขภาพของทุกคนในครอบครัวค่ะ เพราะช่วยลดโอกาสการเกิดโรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง และมะเร็งชนิดต่าง ๆ และนี่คือเหตุผลที่คุณควรกินสตรอว์เบอร์รี่ค่ะ

แอปเปิ้ล

Apple-5.jpg

นอกจากรูปทรง สีสันที่สวยงาม และความอร่อยที่ซ่อนอยู่ในเนื้อกรอบ ๆ แล้ว แอปเปิ้ลยังมีแร่ธาตุมากมายทั้งโพแทสเซียม แคลเซียม แมกนีเซียม ซีลิเนียม วิตามินเอ วิตามินซี โฟเลท ซึ่งสำคัญและยังมีวิตามินอี ช่วยให้ผิวพรรณเปล่งปลั่งมีน้ำมีนวล
ผลแอปเปิ้ลยังมีเส้นใยที่เรียกว่า เพคติน ซึ่งมีคุณสมบัติกระตุ้นลำไส้ใหญ่ให้เกิดการบีบตัวมาก เหมาะกับคนที่เป็นโรคท้องผูก ป้องกันมะเร็งลำไส้ได้อย่างดี และยังมีเส้นใยเพคตินยังสามารถช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด และลดระดับคอเลสเตอรอลได้ด้วย
 ที่สำคัญสำหรับสาวๆ แอปเปิ้ลเหมาะกับการเป็นอาหารที่ช่วยในการควบคุมน้ำหนัก ช่วยลดความอยากอาหารลง แม้แอปเปิ้ลจะมีน้ำตาลแต่ร่างกายก็สามารถดูดซึมและนำไปใช้ประโยชน์ได้ภายใน 10 นาที

 

กีวี่

yn.jpg

กีวีเพียงหนึ่งหรือครึ่งลูกจะมีวิตามินซีเทียบได้กับส้ม 1 ผลเลยล่ะค่ะ นอกจากนี้ เมล็ดสีดำในกีวียังเป็นแหล่งของใยอาหารชั้นดี และยังมีปริมาณของโปแทสเซียมอยู่ในระดับใกล้เคียงกับกล้วยหอม มีวิตามินเอ และอี เปลือกของกีวีเป็นแหล่งของสารแอนตี้ออกซิแดทน์ เมล็ดในของกีวีมีกรดโอเมก้า 3 แถมยังมีแคลอรี่ต่ำด้วยค่ะ เพราะกีวี 1 ผล จะให้พลังงานเพียง 46 กิโลแคลอรี่ แบ่งเป็น ไขมัน 0.3 กรัม โปรตีน 1 กรัม คาร์โบไฮเดรต 11 กรัม วิตามินหลากชนิดอีก 75 มิลลิกรัม ทำให้กีวีเป็นผลไม้ที่เหมาะกับคนทุกเพศวัยค่ะ

องุ่น

165373-849x565-grapes.jpg

องุ่นจะออกผลได้ตลอดปี แต่ฤดูหนาวเป็นช่วงที่องุ่นมีรสอร่อยที่สุดค่ะ องุ่นเป็นผลไม้ที่มีสารอาหารที่สำคัญคือน้ำตาล ที่เป็นทั้งซูโคส และกลูโคส นอกจากนี้ยังเต็มไปด้วยแร่ธาตุที่มีประโยชน์ต่อร่างกายทั้ง วิตามินเอ วิตามินซี ฟอสฟอรัส แคลเซียม และเหล็ก ซึ่งเป็นประโยชน์ในระบบการทำงานประสาท และการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อค่ะ

เชอรี่

cherry4.jpg

การรับประทานเชอร์รี่จะช่วยทำให้ร่างกายรู้สึกชดชื่นและเพิ่มความกระปรี้กระเปร่ามากขึ้น ช่วยบำรุงผิวพรรณให้เปล่งปลั่งสดใส ช่วยในการสังเคราะห์คอลลาเจน ลดการผลิตเมลานิน จึงมีส่วนช่วยทำให้ผิวคุณขาวขึ้นได้ต่อต้านอนุมูลอิสระชลอความแก่ เสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกายไม่เจ็บป่วยง่าย ลดความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็ง ลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจ ลดอาการซึมเศร้าได้ดีกว่าการรับประทานยา ทำให้อารมณ์ดีมีความสุข เพราะมีสารแอนโทไซยานิน (Anthocyanin) ลดระดับของไขมันเลวหรือไขมันชนิดร้าย (LDL) ช่วยทำให้ระบบขับถ่ายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยบรรเทาอาการปวด แพทย์ตะวันตกเรียกเชอร์รี่ว่า “แอสไพรินธรรมชาติ” ลดการอักเสบ ช่วยป้องกันและรักษาโรคเกาต์ อาการข้ออักเสบ ปวดบวมตามข้อ ได้มากถึง 37% เพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ ลดความอ่อนล้าจากการออกกำลังกาย ช่วยต่อต้านเชื้อแบคทีเรียต่าง ๆ ลดอาการแพ้ต่าง ๆ รวมไปถึงโรคภูมิแพ้อีกด้วย

เคพกูสเบอร์รี่ 

istock_000072956571_medium.jpg

เคพกูสเบอร์รี่อุดมไปด้วยวิตามินซี ที่ช่วยบำรุงกระดูก และฟัน เสริมสร้างภูมิต้านทาน ป้องกันโรค  หวัด ภูมิแพ้ มีวิตามินเอ ช่วยบำรุงสายตา ช่วยในการมองเห็นทั้งในที่สว่าง และที่มืด  ช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ   ช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นโรคมะเร็งบางชนิด เช่น มะเร็งปอดเต็มไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidants) ช่วยบำรุงผิวพรรณให้เปล่งปลั่งสดใสช่วยหยุดยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์เนื้องอก

ในเมื่อหนาวนี้เต็มไปด้วยผลไม้ที่ล้วนมากคุณค่าเปี่ยมประโยชน์ขนาดนี้ เค้กหอมเลยไม่พลาด ที่จะเลือกสรร ผลไม้มากคุณประโยชน์ มาไว้บนเค้กให้คุณได้ลองเลือกชิม เลือกทานกันนะคะ แบบนี้คงอร่อยดีมีประโยชน์แบบนี้…พลาดไม่ได้แล้วนะคะ
11692527_479837962183761_5967246041349481563_n.jpg 300_7537.JPG300_7602.JPG300_7659.JPG

 

การทำเค้กลาวาน่ารักๆ สำหรับมือใหม่หัดทำเบเกอรี่ง่ายๆ — ยินดีต้อนรับน๊าา

เข้ามาชมวิธีทำกันเลย

via การทำเค้กลาวาน่ารักๆ สำหรับมือใหม่หัดทำเบเกอรี่ง่ายๆ — ยินดีต้อนรับน๊าา

“Brownie” บราวนี่

ชอคโกแล็ต …..ขนมแห่งเทศกาลแห่งความรัก
หนึ่งในขนมที่ทำจากชอคโกแล็ตสุดอร่อย ที่ใครก็ไม่อาจปฏิเสธได้
“Brownie” บราวนี่
ฝรั่งเป็นชาติที่นิยมชมชอบบริโภคขนมอบ ชนิดต่างๆ มาก ประกอบกับ ช่วงสภาพอากาศหนาวเย็นกินระยะเวลาที่ยาวนาน
คุณแม่บ้านส่วนใหญ่ จึง

300_7631

มักเข้าครัวอบขนมอุ่นๆ จากเตาให้สมาชิกในครอบครัวได้กินร่วมกัน ขนมอบสุดคลาสสิกที่มีมาแต่นมนาน ได้แก่ เค้ก คุกกี้ และขนมปัง
แต่ในยุคหลังๆมีน้องใหม่อย่าง บราวนี่ พัฟ และพาย มาช่วยเพิ่มสีสันความหลากหลาย
บราวนี่ (brownie) ขนมชิ้นสี่เหลี่ยมสีน้ำตาลเข้ม ถูกจัดให้อยู่ในหมวดหมู่ของคุกกี้
ภาษาอังกฤษเรียกว่า sheet cookies หรือ คุกกี้แผ่น ที่มีลักษณะคล้ายเค้กช็อกโกแลตเข้มข้น แต่เนื้อแน่นกว่ามากและไม่เบาฟูเหมือนอย่างเค้ก นัยว่าเพราะใส่ผงฟูน้อย ขนมเค้กส่วนใหญ่นั้นเป็นก้อนกลม
แต่บราวนี่กลับเป็นเค้กช็อกโกแลตที่อบในถาดแบนรูปสี่เหลี่ยมสูง 1 นิ้วกว่าๆ แล้วตัดแบ่งเป็นชิ้นลักษณะสี่เหลี่ยม ขนาดพอเหมาะ
เอกลักษณ์ของบราวนี่ก็อยู่ตรงที่เนื้อแน่นและเป็นเค้กตัดนี่แหละ
แม้ว่าที่มาของบราวนี่จะไม่ชัดเจน แต่นักประวัติศาสตร์อาหารสันนิษฐานว่า เจ้าขนมรูปทรงสี่เหลี่ยมนี้เกิดขึ้นในประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นที่แรกตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 19 กล่า300_7632วกันว่า
ประวัติบราวนี่
บราวนี่เกิดจากความบังเอิญในการทำเค้กช็อกโกแลตโดยลืมใส่ผงฟู อบออกมาแล้วเค้กไม่ขึ้นฟู แต่กลับได้ขนมสีน้ำตาลเข้มเนื้อแน่น อันเป็นที่มาของชื่อ brownie นั่นเอง นับได้ว่า ” ความหลงลืม ความผิดพลาดเป็นปัจจัยผลักดันความก้าวหน้า ” ให้ขนมชนิดนี้ถือกำเนิดขึ้นบนโลก
ชื่อของ brownie ปรากฏขึ้นครั้งแรกบนสื่อสิ่งพิมพ์ใน Sears, Roebuck and Company Catalog เมื่อปี ค.ศ.1897
ต่อมาไม่นานก็พบว่ามีสูตรการทำบราวนี่ตามตำราอาหารต่างๆด้วย อาทิเช่น Boston Cooking-School Cook Book, The Joy of Cooking จนคนรู้จักบราวนี่แพร่หลายขึ้น เป็นที่นิยมทำกินกันตั้งแต่ ค.ศ.1920 เป็นต้นมา
ปล. ฝากถึงคนที่ชอบทาน และทำ Brownie และเพื่อนทุกคน ++
300_7634
ขอขอบคุณค่ะ

 

รู้จัก มันญี่ปุ่นสีม่วง กันเถอะ

มันญี่ปุ่นสีม่วง หรือ ในภาษาญี่ปุ่น Murasaki Imo เป็นชื่อเรียกมันเทศที่มีเนื้อสีม่วง… ใช่แล้วครับอะไรที่เป็นมันเทศแล้วมีเนื้อสีม่วงชาวญี่ปุ่นเหมาเรียกว่า มุราซากิ อิโมะ ทั้งหมดซึ่งเหมือนกับบ้านเราที่เรียกว่า มันสีม่วง หรือ มันม่วง แต่ทว่ามี 1 จังหวัดในประเทศญี่ปุ่นที่เรียกมันสีม่วงแตกต่างออกไป นั่นก็คือโอกินาว่า ที่นี่จะเรียกมันสีม่วงว่า เบนิ อิโมะ (Beni Imo)หากใครเคยไปเที่ยวยังจังหวัดโอกินาว่าแล้วละก็จะต้องเคยได้ยินชื่อเสียงเรียงนามของมันม่วงอย่างแน่นอน เพราะที่โอกินาว่ามีการนำเอามันม่วงหรือเจ้า เบนิอิโมะ มาทำเป็น ทาตมันม่วง เรียกได้ว่าขนมทาตนี้เป็นตัวแทนเช่นเดียวกับโตเกียวบานาน่าเลยทีเดียว หากจะเอ่ยให้ถูกก็คือ ถ้าไปโตเกียว ก็ต้องโตเกียวบานาน่า ไปโอซาก้า ก็ต้องโอซาก้าบานาน่า แต่ถ้าไปโอกินาว่า ก็ต้อง ทาตมันม่วงหรือ(BENI IMO TARUTO) นั่นเองครับ

 

มันญี่ปุ่นสีม่วงมีทั้งหมด 12 ชนิด ซึ่งแต่ละชนิดนั้น มีตั้งแต่รสหวานปานกลางไปจนถึงไม่หวานเลย ทั้งนี้เป็นเพราะสารแอนโทไซยานินที่อยู่ในเนื้อมันที่มีสีม่วงนั่นเอง สารชนิดนี้ยิ่งมีมากสีของมันก็จะยิ่งเข้มและแน่นอนรสของเนื้อมันก็จะคล้ายกับยาสมุนไพรแผงโบราณยังไงยังงั้นเลยครับ

แอนโทไซยานิน(Anthocyanin) คือรงควัตถุที่พบในพืชทั้งในดอกและในผลหรือหัวของพืช ให้สีแดง น้ำเงิน หรือม่วง มีสมบัติเป็นโภชนะเภสัช (nutraceutical) เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ (antioxidant) ช่วยชะลอความเสื่อมของเซลล์ ช่วยลดอัตราเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจและเส้นเลือดอุดตันในสมอง ด้วยการยับยั้งไม่ให้เลือดจับตัวเป็นก้อน ชะลอความเสื่อมของดวงตา ช่วยยับยั้งจุลินทรีย์ก่อโรค (pathogen) อีโคไล (Escherichia coli) ในระบบทางเดินอาหาร ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคท้องร่วงและอาหารเป็นพิษ

แม้รสชาติจะไม่หวานและอร่อยแบบมันเนื้อสีส้มหรือสีเหลืองแต่ด้วยสารประกอบภายในที่ทรงคุณค่าทำให้มันม่วงญี่ปุ่นมีชื่อเสียงด้าน มันเทศที่ทานเพื่อสุขภาพเป็นหลัก ในประเทศญี่ปุ่นมันเทศสีม่วงที่ขึ้นชื่อว่าทานง่ายและให้รสหวานปานกลางมีชื่อว่า Purple Sweet Road แม้จะหวานไม่สู้สีอื่น ๆ แต่ด้วยประโยชน์ที่ได้รับ Purple Sweet Road จึงนิยมถูกนำไปนึ่งหรือเผาแล้วนำไปผสมกับสลัดหรือข้าวสวยร้อน ๆ ทานแทน บ้างก็มีการนำมันม่วงมาสกัดสีออกเพื่อนำไปเป็นส่วนผสมอาหารหรือขนม อย่างทาตมันม่วงเองก็มีการนำเนื้อมันม่วงมาทำเป็นขนมเช่นเดียวกัน นอกจากนี้มันม่วงยังนิยมนำไปหมักแล้วนำไปกลั่นเป็นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ประเภท สาเก หรือ โชจู อีกด้วย เราจะเห็นได้ว่าแม้มันม่วงจะไม่อร่อย หรือ มีรสหวานติดปากรับประทานง่าย แต่มันญีปุ่นสีม่วงก็ให้คุณประโยชน์มากยิ่งกว่าสีชนิดอื่น ๆ มากทีเดียว

เมื่อรู้ว่ามันญี่ปุ่นสีม่วงมีประโยชน์ขนาดนี้แล้วเรามาทานมันม่วงเพื่อสุขภาพกันเถอะครับ !

 

อ้างอิงบทความจาก
http://www.wakasanohimitsu.jp/seibun/purple-potato/

ประเภทของแป้งสาลี

.   แป้งสาลี มีด้วยกันหลายยี่ห้อ แต่ละยี่ห้อก็ใช้แตกต่างกัน การทำเค้กจะใช้แป้ง ดังต่อไปนี้

แป้งสาลีโปรตีนต่ำ   เพื่อให้เนื้อเค้กมีความเบาฟู เช่น เค้กจำพวกสปองจ์เค้ก ซิฟฟอนเค้ก
แป้งสาลีโปรตีนปานกลาง   เหมาะสำหรับทำพาย พัฟ เพื่อให้เนื้อแป้งมีความเหนียวเล็กน้อยหรือกรอบร่วน
แป้งสาลีโปรตีนค่อนข้างสูงนั้นดีสำหรับการทำคุกกี้ เพราะเนื้อคุกกี้มีความกรอบร่วนแบบนุ่มๆ
แป้งสาลีโปรตีนสูงมาก ๆ   นิยมมาทำขนมปัง เพื่อให้ได้แป้งที่มีโครงสร้างเส้นใบจับตัวกัน เนื้อขนมปังจึงจะเหนียวและนุ่ม

สตรอเบอรี่ อร่อยและมีประโยชน์

สตรอเบอรี่ เป็นผลไม้ในวงศ์กุหลาบ มีลักษณะเป็นไม้พุ่ม แต่เดิมนั้นถูกใช้เพื่อปลูกคลุมดิน ต่อมาได้มีการนำเอาผลสตรอเบอรี่มารับประทานเป็นอาหาร และแปรรูปเป็นของกินอื่นๆ อีกหลากหลายชนิด สตรอเบอรี่ ที่นิยมปลูก คือสตรอเบอรี่สวน ซึ่งจะให้ผลที่ดก แดง และรสชาติดีมากกว่าพันธุ์อื่นๆ รสชาติของสตรอเบอรรี่ จะมีรสชาติที่หวานอมเปรี้ยว นิยมกินสด หรือแปรรูปเป็นอาหารอื่นๆ เช่น แยม ของหวาน หรือเครื่องดื่ม สำหรับการกินสตรอเบอรรี่ให้ได้ประโยชน์นั้น ควรกินสด ซึ่งสารอาหารในสตรอเบอรี่ จะมีสรรพคุณต่อร่างกายดังนี้

1. บำรุงสายตา แน่นอนว่า ปัญหาสุขภาพที่สำคัญของคนเราในทุกวันนี้ คือปัญหาเรื่องสายตา ที่มักจะเสื่อมเร็วขึ้น จากการใช้งานอย่างหนัก เช่น การทำงานที่ต้องจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์ และโทรศัพท์มือถืออยู่ตลอด นอกจากนั้นแล้ว เมื่อคนเราอายุมากขึ้น กล้ามเนื้อของดวงตาก็จะเสื่อมลง เมื่อเกิดอาการดังกล่าว แนะนำให้รับประทานสตรอเบอรี่สด เพราะในสตรอเบอรี่สด จะมีกลดเอลลาจิก และกรดฟีโนลิก ที่จะช่วยชะลอความเสื่อมของดวงตา นอกจากนั้นแล้ว ในสตรอเบอรี่ ยังมีสารต้านอนุมูลอิสระ วิตามินซี และฟลาโวนอยด์ ที่ช่วยในการต้านอนุมูลอิสระ สาเหตุสำคัญอีกอย่างหนึ่ง ของอาการกล้ามเนื้อดวงตาเสื่อมสภาพ

2. ป้องกันโรคเก๊าต์ และโรคข้ออักเสบ ต้องบอกว่า เมื่อคนเราอายุมากขึ้น ด้วยการใช้ชีวิตปัจจุบันทำให้ร่างกายนั้นเป็นที่สะสมของสารพิษที่เรียกว่า กรดยูริก ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคเก๊าต์ ตลอดจนอาการที่ไขข้อของกระดูกส่วนต่างๆ ในร่างกายนั้นจะเกิดอาการอักเสบได้ง่าย อันมีสาเหตุจากของเหลวในข้อต่อแห้งไป ซึ่งอาการนี้ เรียกว่าโรคข้อเสบ เมื่อเกิดขึ้นมักจะทำให้เจ็บปวดและส่งผลเสียต่อร่างกายเป็นอย่างมาก ดังนั้น เราสามารถป้องกันได้ด้วยการกินสตรอเบอรี่สด เป็นประจำ เพราะในสตรอเบอรี่สดนั้นมีสารต้านอนุมูลอิสระสูงมาก และมีสรรพคุณในการล้างพิษในร่างกายได้อย่างชะงัด

3. ป้องกันการเกิดโรคมะเร็งได้ แน่นอนว่าถ้าพุดถึงโรคมะเร็ง หลายๆ คนต้องเกิดอาการกลัวอย่างแน่นอน เพราะเป็นโรคที่ร้ายแรงมากโรคหนึ่ง ซึ่งการเกิดของโรคมะเร็งนั้นเกิดได้หลายจุด หลายอวัยวะของร่างกาย แต่เชื่อหรือไม่ว่า หากกินสตรอเบอรี่สดเป็นประจำทุกวัน ในปริมาณที่พอเหมาะแล้วล่ะก็ จะช่วยในการป้เองกันการเกิดโรคมะเร็งได้หลายประเภท ทั้งนี้เพราะในสตรอเบอรี่ มีสารต้านอนุมูลอิสระ เช่น วิตามินซี โฟเลต และ แอนโธไซยานินส์ ซึ่งมีสรรพคุณในการยับยั้งการเกิดของเซลล์มะเร็ง

4. ช่วยในการทำงาน ของประสาทและสมอง และสามารถ ป้องกันความเครียดที่จะเกิดขึ้นได้ เพราะในสตรอเบอรี่ มีสารไอโอดีน ที่ช่วยในการทำงานของประสาทและสมอง นอกจากนั้น ในสตรอเบอรี ยังมีน้ำตาลที่ไม่เป็นผลเสียต่อร่างกาย เพราะสามารถนำไปใช้งานได้ทันที ซึ่งน้ำตาลที่ว่านี้ จะช่วยในการลดความเครียดที่เกิดขึ้นได้ ถือเป็นอาหารว่าง หรือผลไม้ที่เหมาะจะกินเวลาเครียดเป็นที่สุด

5. สตรอเบอรี่ มีส่วนช่วยในการลดความเสี่ยง ของการเป็นโรคความดันโลหิต และช่วยในการหมุนเวียนของระบบเลือดในร่างกาย ตลอดจนสามารถลดความเสี่ยง ในการเป็นโรคหัวใจด้วยเช่นกัน ทั้งนี้เพราะในสตรอเบอรี่ 100 กรัม จะมีสารโพแทสเซียม ที่ช่วยลดความเสี่ยงของโรคความดันโลหิตสูงถึง 153 มิลลิกรัม ดังนั้น สำหรับคนที่ไม่ต้องการพบกับเสี่ยงกับโรคดังกล่าว ควรรับประทานสตรอเบอรี่สด เป็นประจำทุกวัน จะช่วยป้องกันได้อย่างมาก แต่ต้องกินสตรอเบอรี่สด จึงจะได้ผลมากที่สุด

6.  ช่วยปรับสมดุล ในระบบขับถ่าย เพราะในสตรอเบอรี่ มีไฟเบอร์ หรือใยอาหาร ที่จะช่วยในการขับถ่าย ทำให้ขับถ่ายง่าย อุจจาระไม่เป็นก้อน ลดอาการท้องผูก ถ่ายยาก ช่วยป้องกันความเสี่ยงของโรคริดสีดวงทวาร

7. ป้องกันโรคหัวใจ อย่างที่บอกไปว่า ในสตรอเบอรี่ มีโพแทสเซียม มีสารโฟเลต วิตามีนบีประเภทพิเศษ ที่พบได้ยาก สารอาหารดังกล่าว มีส่วนในการลดระดับคอเลสเตอรอลในร่างกาย นอกจากนั้น วิตามินซี ยังช่วยในการสร้างความแข็งแรงของหลอดเลือดแดง ซึ่งจะช่วยในการป้องกันการสะสมของคอเรสเตอรอล อันเป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดโรคหัวใจได้นั่นเอง
straw.png

ขอบคุณข้อมูลจากเว็บ: http://www.nanahealth.com

“Bakery มี มา นาน”

“Bakery มี มา นาน”

 

ขอคาราวะ ต่อ ผู้นำทางให้ตามอย่าง…
วัฒนธรรมเบเกอรี่เป็นวัฒนธรรมของชาวตะวันตกที่มีมาตั้งแต่ยุคก่อนประวัติ ศาสตร์แล้ว โดยเชื่อกันว่าชาวสวิสซึ่งอาศัยอยู่ตามทะเลสาบคือผู้ริเริ่มเป็นชาติแรก โดยนำเมล็ดธัญพืชชนิดต่างๆมาคั่วก่อน แล้วพัฒนามาเป็นการตำกับครกพอหยาบ ผสมน้ำ นวดเป็นแป้ง จากนั้นจึงวางบนหินร้อนใกล้เตาจนแป้งสุก ก็ได้แผ่นแป้งที่มีความกรอบ สันนิษฐานว่าน่าจะเป็นขนมปัง ต่อมาได้ค้นพบยีสต์โดยบังเอิญจากการลืมแป้งสดไว้นานหลายชั่วโมง เมือนำมาวางกับหินร้อน แผ่นแป้งนั้นกลับมีเนื้อฟูนุ่มและหอมอย่างไม่น่าเชื่อ สันนิษฐานว่านี่คือขนมปังฟูนุ่มชิ้นแรกของโลกสอดคล้องกับความเห็นของนัก ประวัติศาสตร์ที่เชื่อกันว่า การทำขนมปังคงมีมาไม่ต่ำกว่า 3000 ปีก่อนคริสตกาล เนื่องจากพบหลักฐานว่าพวกทาสสมัยราชวงศ์อียิปต์โบราณได้ลืมก้อนขนมปังไว้ขณะ ที่กำลังนวดแป้ง

การทำขนมปังเริ่มมีแพร่หลายเป็นลำดับ โดยชาวกรีกโบราณริเริ่มคิดค้นทำเตาอบแบบปิดขนาดใหญ่ขึ้น เพื่อให้ประชาชนเอาขนมปังมาอบ การทำขนมปังรุดหน้ามากยิ่งขึ้นเมื่อชาวโรมได้เพิ่มส่วนผสมหลากชนิดลงไปใน แป้งด้วย เช่น น้ำมัน น้ำผึ้ง ซึ่งนับเป็นจุดเริ่มต้นของคำว่า PASTRY นั่นเอง

ในปี ค.ศ. 1492วงการเบเกอรี่ก็ถูกปฏิวัติโดยชาวอเมริกัน มีการนำน้ำตาบและโกโก้ใส่ลงไปในพาสทรี สร้างความฮือฮาแก่ผู้คนอย่างมากในศตวรรษที่17 และ18มีการแบ่งแยกระหว่างคำว่าพาสทรีกับเบเกอรี่อย่างชัดเจน โดยมียีสต์กับอุณหภูมิที่ใช้ในการอบเป็นตัวกำหนด

สำหรับประเทศไทย เบเกอรี่เริ่มเป็นที่รู้จักจากการแนะนำของ ท้าวทองกีบม้า หรือ ดอนญ่า ทอร์ เดอ กีมาร์ ภริยาเจ้าพระวิชาเยนทร์หัวหน้าห้องเครื่องในสมัยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวท้าย สระ (พ.ศ.2271-2275 ) และเรียกขนมเหล่านั้นตามกรรมวิธีทำว่า ขนมผิง ซึ่งประกอบไปด้วยขนมหม้อแกง ขนมฝรั่ง และขนมฝรั่งจวบจนปัจจุบัน

รูปแบบต่างๆของ Bakery

Cake (เค้ก) มี 3 ประเภท ได้แก่เค้กที่มีเนยเป็นส่วนผสมหลัก เนื้อแน่นหนักถัดมาเป็นเค้กที่มีไข่เป็นส่วนผสม เนื้อเค้กฟูเบานิ่มนวล สุดท้ายคือเค้กที่แยกไข่ขาว ไข่แดงทำเป็นการนำเค้กชนิดที่สองมารวมกัน ซึ่งมีความนุ่มนวลและเบา

Bread (ขนมปัง) ส่วนผสมหลักของขนมปัง ได้แก่ แป้งสาลี ยีสต์ ไข่ น้ำตาล นม เนย เกลือ และ น้ำ นำมาผสมแล้วนวดจนเป็นเนื้อเดียวกัน ขนมปังมีหลากรูปทรงหลายรสชาติ ทั้งเป็นก้อน เป็นแท่ง หรือแผ่นแบน และมีชื่อเรียกแตกต่างกันออกไปตามวัตถุดิบที่ใช้ เช่น ข้าวโอ๊ต เรียกขนมปังข้าวโอ๊ต ผสมโฮลวีตก็เรียกขนมปังโฮลวีต หน้าขนมปังนั้นอาจมีธัญพืชเป็นสีสันด้วย

Cookie (คุกกี้) ขนมชนิดนี้บรรดาแม่บ้านตะวันตกนิยมทำกันในยามว่างชาวอเมริกันเรียกคุ้กกี้ ส่วนชาวอังกฤษเรียกบิสกิต มีลักษณะกรอบร่วนเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยขนาดพอคำกัด รสชาติไม่หวานมากนัก มีรูปทรงต่างๆ แล้วแต่ชนิดของแม่พิมพ์

Pie (พาย) เป็นเบเกอรี่ที่มีเปลือกและไส้ในตัวเอง ไส้มีทั้งคาวและหวาน แป้งจะกรอบ นุ่ม ร่วน มี 2 ชนิด คือ พายกรอบและพายร่วน

Puff (พัฟ) มีลักษณะเป็นชั้นๆซึ่งเกิดจากชั้นแป้งและเนยที่สลับกันไปมา พิเศษตรงที่ได้ความกรอบนอกของแป้งและความนุ่มของไส้ที่ใส่ที่มีทั้งคาวและ หวาน หริบางทีอาจไม่ใส่ไส้ เพียงแต่โรยน้ำตาลก่อนอบ เท่านี้ก็ได้อร่อยหวานลิ้น

Tart (ทาร์ต) เป็นแป้งสวีตเพลต (sweet plate) และแป้งอัลมอนด์บดรวมกันใส่ไส้ผลไม้ หรือคัสตาร์ด นิยมกันในอังกฤษและฝรั่งเศลส่วนในอเมริกาเรียกว่าพายเปิดหน้าใส่ไส้ผลต่างๆ

Custard (คัสตาร์ด) เป็นของหวานที่ดูคล้ายไข่ตุ๋นแบบหวานรสหวานนุ่มนวลมีส่วนผสมสำคัญ 3อย่าง ได้แก่ ไข่ นม และน้ำตาลมีหลายรส แต่ที่คลาสสิกที่สุดเห็นจะเป็นคาราเมลคัสตาร์ดสีสวยน่าลิ้มลองมีรสขมติดปลาย ลิ้นเล็กน้อย

Mousse (มูส) เป็นขนมที่ต้องตีส่วนผสมต่างๆให้ฟูมากๆ เพื่อให้เนื้อขนมเบาและนุ่ม ที่นิยมทำกันก็เช่น ช็อกโกแลต มูสกาแฟ มูสผลไม้ มูสไอศรีม

Waffle (วาฟเฟิล) ขนมที่อบในแม่พิมพ์เหล็กองแผ่นประกบกันเป็นตาราง ผิวหน้าขนมกรอบ กินกับน้ำเชื่อม น้ำผึ้ง หรือแยม หากมีลักษณะเป็นทรงกลม ผิวหน้าเรียบทั้งสองด้านเรียกว่า แพนเค้ก

Crepe (เครป) แป้งสาลีแผ่นบางทอดในกระทะเหล็กหน้าเรียบ มีหลายไส้ทั้งคาวและหวาน เป็นขนมหวานจานเด็ดของชาวฝรั่งเศลที่หากินได้ง่ายมากหากไปเยือนฝรั่งเศส บางครั้งเรียกแพนเค้กฝรั่งเศล

Pita bread (พิต้าเบรด) ขนมปังไส้กลวงของเลบานอน

Nan bread (นานเบรด) ขนมปังรูปไข่แบนๆ ไม่ใส่ผงฟู อบในเตาอบดินเหนียว

Scone (สโคน) ขนมปังนุ่มก้อนเล็กๆหวานหอมกินกับน้ำชา

บรูสเซตตา ขนมปังกระเทียม

ซีอาบัตตา ขนมปังรูปคล้ายรองเท้าแตะ

การิบัลดี ขนมปังกรอบไส้ลูกเคอร์เรนต์

คองตุชชี ขนมปังกรอบอัลมอนก์ใส่ในไวน์

อมาเรตตี ขนมปังกรอบชิ้นเล็กของอิตาลี่

แพนฟอร์ต เค้กที่หอมเครื่องเทศ น้ำผึ้ง โกโก้

เอนชิลาดา แพนเค้กข้าวโพดของเม็กซิกัน

ขนมปังแท่งเหนียว

มาเดเลน สปองจ์เค้กชิ้นเล็ก

ชาร์ลอตรุสส์ เค้กชิ้นเล็กราดด้วยวิ้ปปิ้ง

คัสตาร์ด ไข่ตุ๋นแบบหวานแช่เย็นก่อนเสริฟ

ครัวซองต์ ขนมปังรูปพระจันทร์เสี้ยว

ซาวาแรง เค้กเนื้อฟูเบารูปวงแหวนราดด้วยน้ำเชื่อมผสมเหล้าของฝรั่งเศล

บลูเมอร์ ขมปังขนาดใหญ่เน้อเบามีลายเส้นตัดขวาง

คอตเตจ ขนมปังทรงกลม

ครีมบลูเล่ ขนมพิเศษรสหวาน

พิตา ขนมปังกลมใส้กลวงของเลบานอน

เบเกล ขนมปังม้วนรูปวงแหวน

ลามิงตัน เค้กก้อนเล็กชุบชอคโกเลตหรือมะพร้าวขูดของออสเตเรีย

ครูลเลอร์ เค้กชิ้นเล็กรสหวาน

คอร์พอน ขนมปังข้าวโพด

ประวัติ Cake

Cake มีรากศัพท์มาจากภาษาของชาวไวกิ้ง (Old Norse word) ว่า “kaka” ครับ
ประวัติเริ่มจากปี 1843 คุณอัลเฟรดเบิร์ด (Alfred Bird 1811-1878) นักเคมีชาวอังกฤษ ได้ค้นพบ “ผงฟู” หรือ “baking powder” ทำให้เขาสามารถทำขนมปังชนิดที่ไม่มียีสต์ให้กับภรรยาของเขาคือ อลิซาเบธ (Elizabeth) ได้เป็นครั้งแรก เนื่องจากภรรยาของเขานั้น เป็นโรคภูมิแพ้เกี่ยวกับ ..ไข่ และ ยีสต์…
เค้ก ทำมาจาก แป้งสาลี น้ำตาล ไข่ นม เนย ผงฟู และน้ำ
เนื่องจาก “ตำรับ” หรือ “recipies” เกี่ยวกับเค้ก มีเป็นพันๆ ตำรับ ดังนั้น….ไปค้นคว้าดูตามความชอบของแต่ละท่านนะครับ
สำหรับเค้กมาถึงไทยเมื่อไร ไม่ทราบครับ
แต่ทราบมาว่า สมัยหนึ่ง มีประเทศที่ผลิตข้าวสาลีเป็นอาหารหลัก เกิดภาวะ “ข้าวสาลี” ล้นตลาด ต้องการจะระบายข้าวสาลี จึงให้ทุนกับประเทศต่างๆ ให้ส่งคนไปเรียนวิธีการทำเค้ก (วัตถุดิบหลักคือแป้งสาลี) โดยออกค่าใช้จ่ายให้ทั้งหมด
ผลที่ตามมาก็คือ พวกที่ไปเรียน… เมื่อกลับมาประเทศของตัว ก็เป็นลูกค้า….สั่งตู้อบเค้ก กับสั่งแป้งสาลี…เข้ามาเพื่อทำเค้ก…และประเทศที่ว่านี้…ต่อมาก็ไม่เคย มีปัญหา ข้าวสาลีล้นตลาดอีกเลย..
ความหมายของ Cake

เค้ก เป็นขนมที่มีกระบวนการทำให้สุกโดยการอบ เป็นขนมที่นิยมบริโภคกันทุกกลุ่มชน เค้กมีหลาย ประเภทและมีคุณสมบัติต่าง ๆ กัน ซึ่งขึ้นอยู่กับองค์ประกอบของส่วนผสม

คือแป้งสาลี ผงฟู เกลือ ไขมัน น้ำตาล ไข่ นม และกลิ่นรส โดยต้องมี

องค์ประกอบเป็นตัวเค้กให้มีความสมดุลย์ต่างกันไป แล้วแต่ชนิดของเค้กที่จะทำ

ความเป็นมาของ Cake

ย้อน หลังจากวันนี้ไปประมาณ 60 ปี ธุรกิจขนมอบไม่ได้เป็นที่รู้จักแพร่หลายเหมือนในปัจจุบัน จนไม่อาจเรียกว่าเป็นธุรกิจได้ ขนมปัง ขนมเค้ก คุกกี้ ก็ไม่ได้เป็นที่คุ้นเคยของทุกคนทั่วไป จะมีก็เพียงคนกลุ่มหนึ่งซึ่งได้รับอารยธรรมตะวันตกมาก่อน และผู้ที่มีความใกล้ชิดกับชาวต่างประเทศที่เข้ามาทำธุรกิจในเมืองไทยที่ รู้จักขนมอบ และมีร้านขนมอบเพียงไม่กี่ร้านเช่น ร้านมอนโลเฮียงเบเกอรี่ ย่านถนนเจริญกรุงเท่านั้น เพราะธุรกิจขนมอบในสมัยนั้นแคบมาก ไม่เป็นที่รู้จักแพร่หลาย
ต่อมาคนไทยโดยเฉพาะคนกรุงเทพฯ เริ่มรู้จักขนมอบมากขึ้นเมื่อหลังสงครามโลกครั้งที่สอง เมื่อสงครามโลกสิ้นสุดลงประเทศไทยเริ่มเป็นที่รู้จักของประเทศต่าง ๆ มีการติดต่อค้าขายที่ธุรกิจกับต่างประเทศมากขึ้น มีชาวต่างประเทศเข้ามาเมืองไทย ทั้งนักธุรกิจและนักท่องเที่ยวทำให้ธุรกิจการโรงแรมของประเทศไทยขยายตัว จึงต้องผลิตอาหารประเภทขนมอบชนิดต่าง ๆ ขึ้น เช่นขนมปัง เค้ก เพสตรี้ เพื่อบริการลูกค้าชาวต่างประเทศที่ไม่คุ้นเคยอาหารไทยและนอกจากจะผลิตเพื่อ บริการลูกค้าแล้ว โรงแรมยังมีบริการรับจัดเลี้ยง ให้แก่หน่วยงานต่าง ๆ ทั้งของรัฐและเอกชน โดยมีการจัดประชุมสัมมนา งานพิธีมงคลสมรส งานวันเกิด และการจัดเลี้ยงสังสรรค์ ด้วยเหตุนี้ผลิตภัณฑ์ขนมอบจึงเป็นที่รู้จักและแพร่หลายมากขึ้น ในขณะเดียวกันก็มีร้านเบเกอรี่ที่ผลิตขนมปัง ขนมเค้ก ขนมต่าง ๆ ออกขาย
ธุรกิจ ขนมอบเริ่มจัดว่าเป็นธุรกิจได้เมื่อสมัยสงครามเวียดนาม ประมาณ 30 กว่าปีมาแล้ว ประเทศไทยเป็นประเทศหนึ่งที่เป็นที่พักของทหารอเมริกันระยะนี้กิจการขนมอบ เริ่มขยายตัวมากขึ้น เนื่องจากความต้องการอาหารประเภทนี้สูง จนถึงกับมีผู้คิดโรงโม้แป้งสาลีขึ้นในประเทศไทยคือบริษัทยูไนเต็ดพลาวมิล์ ได้ผลิตแป้งสาลีเพื่อใช้ในการทำผลิตภัณฑ์ขนมอบ และส่งมาได้มีโรงโม่แป้งสาลีเพิ่มขึ้นอีก 23 แห่ง ได้แก่บริษัทสยามฟลาวมิลล์ บริษัทแหลมทองสหการ แต่ละโรงไม่ก็ผลิตแป้งสาลียี่ห้อต่าง ๆ ออกจำหน่าย พร้อมกับมีการสาธิตการทำผลิตภัณฑ์ให้กับลูกค้า จัดการฝึกอบรมแนะนำลูกค้าผู้ใช้แป้งสาลีและผู้ประกอบกิจการขนมอบ ซึ่งมีปริมาณเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เพื่อให้สามารถนำแป้งไปใช้ทำผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพและมีความถูกต้อง นับว่าเป็นประโยชน์ต่อผู้ใช้แป้งสาลีเป็นอย่างยิ่ง
เมื่อ สงครามเวียดนามสิ้นสุดลง ธุรกิจขนมอบก็ยังดำเนินต่อไป และกับขยายตัวเพิ่มมากขึ้น คนไทยเริ่มบริโภค ขนมปัง ขนมเค้ก คุกกี้ พาย พัฟ ฯลฯ ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ขนมอบมากขึ้น นักธุรกิจหลายรายได้เริ่มมองเห็นลู่ทางในการลงทุนทำ ธุรกิจขนมอบนี้ เนื่องจากเห็นว่าผลิตภัณฑ์ขนมอบมากขึ้นนักธุรกิจหลายรายได้เริ่มมองเห็นลู่ ทาง

ในการลงทุนทำธุรกิจขนมอบนี้ เนื่องจากเห็นว่าผลิตภัณฑ์ขนมอบได้เข้ามามีความสำคัญต่อชีวิต

ประจำวันของคนไทยมากขึ้น นอกจากนั้นยังมีหน่วยงานต่าง ๆ เช่น วิทยาลัยสารพัดช่าง

วิทยาลัยการอาชีพ วิทยาลัยอาชีวศึกษา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โรงเรียนของเอกชนที่เปิดสอนด้านขนมอบ เป็นต้น ได้ช่วยกันเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับขนมอบมากขึ้น

พร้อมกันมีตำราการฝึกปฏิบัติทำขนมอบ มีประชาชนให้ความสนใจมาฝึกอบรม

รับความรู้เพื่อไปประกอบเป็นอาชีพ หรือทำบริโภคเองภายในครอบครัว